วันวาเลนไทน์
ดอกกุหลาบ ร้านดอกไม้ลลิตา แพคเกจพิเศษ ติดต่อลลิตาร้านดอกไม้ ถาม-ตอบ
ร้านดอกไม้
จัดดอกไม้
ดอกกุหลาบ
แต่งงานแบบคริสต์
ดอกไม้
ซุ้มดอกไม้
ช่อเจ้าสาว
ขันหมาก
ช่อติดเสื้อ
ตกแต่งรถ
กระเช้าดอกไม้
ช่อแสดงความยินดี
แจกันดอกไม้
ช่อวันเกิด
ดอกไม้วาเลนไทน์

การแต่งงานแบบไทยๆ

          แต่งงานเป็นประเพณีของไทยอย่างหนึ่ง   ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการใช้ชีวิตครอบครัวของคนที่อยู่รวมกันเป็นสังคม
 ผู้ที่จะมีชีวิตเป็นครอบครัวได้คือมีหญิงและชายเป็นสามีภรรยากัน ซึ่งได้ทำการเข้าพิธีแต่งงานตามจารีตประเพณีไทย
รูปแบบพิธีกรรม ความเชื่อแต่ละภูมิภาคที่ตนได้อาศัยอยู่ในสังคมนั้น ๆ  ละเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมงาน
เพื่อเป็นสักขีพยานด้วยการเลี้ยงสังสรรค์กันตามแต่ฐานะ    คนสมัยก่อนมีความเชื่อว่าการมีประเพณีแต่งงานขึ้นมานี้เพื่อ
ให้ทุก ๆ คนได้มาเป็นสักขีพยานว่าหญิงชายทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมเป็นสามีภรรยากัน หากต่อไปมีลูกที่เกิดจากทั้งสองฝ่าย
จะต้องรับผิดชอบต่อลูกที่เกิดจะปฏิเสธว่าไม่ใช่ลูกของตนเอง หรือไม่เลี้ยงดูก็ไม่ได้  ทั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเจริญของสังคม
ที่คนทั้งสองเป็นสมาชิกอยู่  เพราะหากสังคมใดมีจำนวนคนมาก  สังคมนั้นก็มีความเจริญ  ตรงข้ามกับสังคมที่มีคนจำนวนน้อย
  สังคมในสมัยก่อนให้ความสำคัญของสังคมที่มีคนอยู่จำนวนมากเพราะเชื่อว่าคนหมู่มากได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันประกอบการงาน
เพื่อความเจริญของส่วนรวม  ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพหรือป้องกันศัตรู ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง จึงมีคำอวยพรให้คู่บ่าวสาวว่า 
ให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง  หรือคำอวยพรของคนจีนที่ว่า  ให้มีลูกถึงพันมีหลานถึงหมื่น  เพราะคนจีนเชื่อว่าผู้ใดไม่มีลูก
เวลาตายไปจะเดือดร้อน  เพราะไม่มีลูกหลานคอยเซ่นไหว้ให้กิน   ส่วนคนไทยเชื่อว่าเมื่อมีลูก หากลูกได้บวชเรียนเป็นพระเป็นเณร
จะได้ช่วยพ่อแม่ไม่ให้ตกนรก  หรือที่พูดติดปากว่า  ให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลือง

งานแต่งงานของภาคเหนือเรียกว่า   กินแขก หรือ  เอาผัวเอาเมีย ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น
งานแต่งงานของภาคอิสานเรียกว่า  กินดอง หรือ  เอาผัวเอาเมีย ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น
งานแต่งงานของภาคกลางเรียกว่า   กินสามถ้วย
งานแต่งงานของภาคใต้เรียกว่า  กินเหนียว หรือ งานเมีย หรือ ไหว้เมียซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น

แม้ว่าการแต่งงานแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันออกไป  ในเรื่องรูปแบบพิธีกรรม  หรือตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น   
ตลอดจนเศรษฐกิจและสังคม    แต่สุดท้ายที่เหมือนกันคือ การสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่คู่บ่าวสาว  เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ที่ดีต่อไป

ความหมาย   การแต่งงาน  หมายถึง   การที่ต้องทำเพื่อจัดให้งาม  หรือ  ทำให้ดี   
หรือ การทำพิธีเพื่อให้ชายหญิงอยู่กินกันเป็นสามีภรรยากันให้ถูกต้อง  ซึ่งจะต้องจัดให้สวยงาม  ทำให้ดี  
ส่วนสมัยก่อนเราใช้คำว่า  วิวาหมงคล  หรือ  อาวาหมงคล
ซึ่งคำทั้งสองไม่ใช่คำไทยแท้  แต่เป็นคำมาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต

ดังนั้นประเภทพิธีมงคลสมรส จึงแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1.  วิวาหมงคล  มีความหมายว่า  เป็นการทำพิธีแต่งงานที่บ้านของฝ่ายหญิง  และฝ่ายชายต้องอยู่บ้านฝ่ายหญิง
2.  อาวาหมงคล  มีความหมายว่า  เป็นการทำพิธีแต่งงานที่บ้านของฝ่ายชาย  และฝ่ายหญิงต้องอยู่บ้านฝ่ายชาย
 
ปัจจุบันมักใช้คำว่า  พิธีมงคลสมรส   สำหรับสามัญชนทั่วไป ส่วนเจ้าฟ้า  ใช้คำว่า พิธีอภิเษกสมรส
ส่วนพระองค์เจ้า  หรือ หม่อมเจ้า  ใช้คำว่า  พิธีเสกสมรส

และมีพิธีแต่งงานเจ้าขึ้นในรัชกาลที่ 5 เป็นครั้งแรก  แล้วสืบเป็นราชประเพณี จนถึงรัชกาลที่ 6 จึงทรงบัญญัติคำว่า  เสกสมรสขึ้น  สำหรับสามัญชนก็ใช้คำว่า พิธีมงคลสมรส ส่วนคำว่า วิวาหมงคล หรือ อาวาหมงคล  จึงเลิกใช้ไป   เราจะเห็นแต่ในหนังสือรุ่นเก่าก่อนเท่านั้น เช่นคำว่า วิวาหพระสมุทร  ซึ่งรัชกาลที่ 6  ทรงประพันธ์บทละครแบบตะวันตกและพรรณนาเกี่ยวกับความรักว่า
นทำนองเพลงคลื่นกระทบฝั่ง

อันใครเมตตาสุดาสวรรค์
ยิ่งกว่าชีวันเสน่หา
ขอเชิญชาวสวรรค์ชั้นฟ้า
เปิดวิมานมองมาให้ชื่นใจ
ถึงกลางวันสุริยนแจ่มประจักษ์
ไม่เห็นหน้านงลักษณ์ยิ่งมืดใหญ่
ถึงราตรีมีจันทร์อันอำไพ
ไม่เห็นโฉมประโลมใจก็มืดมน
หรือเป็นบทกลอนสอนใจว่า

ปากเป็นเอกเลขเป็นโทโบราณว่า                     หนังสือดีมีปัญญาไม่เสียหลาย
ถึงรู้มากไม่มีปากลำบากตาย                               มีอุบายพูดไม่เป็นเห็นป่วยการ      
ถึงเป็นครูรู้วิชาปัญญามาก                                  ไม่รู้จักใช้ปากให้จัดจ้าน              
แต่เต่าฝังนั่งซื่อฮื้อรำคาญ                                    วิชาชาญมากเปล่าไม่เข้าที          

        ส่วนประเพณีไทยในสมัยก่อนเชื่อกันว่าเจ้าบ่าวต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง  ฝ่ายหญิงจะไปอยู่บ้านฝ่ายชายไม่ค่อยมี  ถือเป็นเรื่องอับอายแก่ฝ่ายหญิง  และมักมีเรื่องภายในครอบครัวที่สร้างเป็นภาพยนตร์แต่งเป็นนิยายให้อ่านสนุกสนาน บทรัดทด โศกเสร้า และสนุกสนาน คือ บทบาทแม่ผัวกับลูกสะใภ้   ส่วนที่ฝ่ายชายมาอยู่บ้านฝ่ายหญิงนั้นก็เปรียบเสมือนฝ่ายหญิงได้ข้าวมาใส่ในยุ้งข้าว  เพราะสมัยก่อนในสังคมไทยโดยเฉพาะชนบททำอาชีพเกษตรกรรมกันเป็นส่วนใหญ่ก็จะได้อาศัยแรงงานจากฝ่ายชายในการประกอบอาชีพ  จึงเป็นปัจจัยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็มีคำกล่าวว่า พ่อตาแม่ยายมักรักลูกเขย  มากกว่าพ่อผัวแม่ผัวรักลูกสะใภ้  เป็นต้น
เหตุนี้จึงมี  เขยอาสา  คือฝ่ายชายไปอาสารับใช้อยู่บ้านของฝ่ายหญิง  เพื่อให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงดูว่าตนเป็นคนเช่นไรเพื่อให้ญาติฝ่ายหญิงพอใจจึงยอมยกลูกสาวให้   จึงมีคำกล่าวไว้ว่า  เรื่องเงินทองไม่ต้องพูด  ถ้าเป็นคนดีมีพร้าขัดหลังมาเล่มเดียวก็ใช้ได้    เพราะคนสมัยก่อนในถิ่นชนบทมีอาชีพกสิกรรม  ความสำคัญจึงต้องเป็นคนขยันมีแรงทำไร่ไถนา  ถ้าไปเลือกชายที่เกียจคร้าน ทำอะไรไม่เป็น  แม้หลังคาเรือนรั่วก็ซ่อมแซมเองไม่ได้ก็ต้องใช้เงินไปจ้างคนอื่นมาทำ  ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ต้องพึ่งตนเอง   เป็นต้น

ประเพณีการแต่งงาน  4 ภาคของไทย

1. ภาคเหนือ   หรือเรียกว่า ประเพณีกินแขก   หรือประเพณีแบบล้านนา


สำหรับสามัญชนกล่าวว่า  การเลือกคู่ฝ่ายหญิงเป็นผู้เลือก  ส่วนฝ่ายชายต้องเป็นฝ่ายที่อ้อนวอนขอความรักจากฝ่ายหญิง   ผู้ใหญ่ไม่ใช้วิธีคลุมถุงชน    เมื่อรักกันแล้วผู้ใหญ่เห็นว่าอยู่กินเป็นคู่ครองได้ก็เป็นผู้จัดแจงทำพิธีแต่งงานตามประเพณี  และผู้ชายต้องไปอยู่กับฝ่ายหญิง  ไปช่วยฝ่ายหญิงประกอบอาชีพทางกสิกรรม

      ส่วนใหญ่พิธีแต่งงานของทางภาคเหนือไม่ได้จัดกันเอิกเกริกเหมือนภาคอื่น ๆ   เพียงให้ผู้ใหญ่ 2 ฝ่ายได้รับรู้และไม่ทำผิดประเพณีก่อนแต่ง คือ ถูกเนื้อต้องตัว  หรือ ได้เสียกันก่อนแต่ง  คือการผิดผี  ก็ต้องทำพิธีขอขมาโดยจัดดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว  และกำหนดนัดงานวันทำพิธีแต่งงาน  ซึ่งต้องจัดทำไม่เกินภายใน 7 วัน  ให้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษได้รับรู้  โดยมีความเชื่อฝ่ายหญิงเมื่อถูกฝ่ายชายถูกเนื้อต้องตัว ต้องรีบบอกพ่อแม่ของตนทันที  มิฉะนั้นผีจะโกธร  ผีจะบันดาลให้ญาติพี่น้องและพืชผลที่เพาะปลูกตลอดจนสัตว์พาหนะมีอันเป็นไป (ผีในที่นี้หมายถึง บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว)

   เมื่อวันแต่งงานมาถึง  ฝ่ายหญิงต้องเตรียมอาหารไว้เลี้ยงแขก  ส่วนฝ่ายชายเตรียม ขันหมากดังนี้
1. ขันหมากในขันหมากนั้นจะบรรจุด้วยหมากดิบทั้งลูก 8 ลูก  พลู  4 เรียง 
2. ขันสินสอดขันอีกใบให้ใส่ทองหมั้นหรือเงินหมั้นแล้วแต่จะตกลงกัน อาจจะแยกกันเป็นขันใส่เงิน หรือ ขันใส่ทอง  หรือใส่ใบเดียวกันก็ได้ 
3.ขันใส่ใบเงินใบทองถุงข้าวเปลือกถั่วงา
4. ถาดใส่ขนมมงคล   จัดเป็นคู่ ๆ  เช่น ขนมต้มแดง  ขนมต้มขาว  ทองหยิบ  ทองหยอด  ฯลฯ
5. ถาดผลไม้ โดยต้องจัดให้เป็นคู่ ๆ บางท้องที่ต้องมีน้ำตาลเป็นลูก ๆ เพื่อใช้สำหรับแจกจ่ายแขกที่มางาน  เพื่อประกาศให้รู้ว่ามีงานมงคล

     เมื่อขบวนขันหมากมาถึงฝ่ายหญิงจะมีขันเชิญขันหมากเข้าบ้าน  ในขันเชิญขันหมากจะมี   ขันใส่ข้าวตอก   ดอกไม้ หมากพลูที่เจียนและจีบเป็นคำไม่มากนัก  ปัจจุบันทำใส่พานแล้วตกแต่งสวยงามจึงมักเรียกว่า  พานเชิญขันหมาก ซึ่งเป็นพานขนาดเล็กเมื่อขบวนขันหมากมาถึงก็จะยื่นแก่เฒ่าแก่ฝ่ายชาย  เฒ่าแก่ฝ่ายรับไมตรีโดยรับพานและส่งเงินใส่ซองเป็นของขวัญแก่เด็ก  และคืนพานให้เด็กด้วย    ก่อนขึ้นบ้านจะมีเด็กผู้หญิงทางฝ่ายหญิงตักน้ำล้างเท้าให้เจ้าบ่าว ซึ่งมีความเชื่อกันว่า  น้ำใช้ล้างมลทินของเจ้าบ่าวเพื่อขอให้เจ้าบ่าวเป็นคนดีมีความบริสุทธิ์   ฝ่ายบ้านเจ้าสาวก็จะมีการกั้นประตูเงินประตูทองตามความสนุกสนาน   ต่อจากนั้นขบวนขันหมากได้ขึ้นบ้านเจ้าสาวก็ทำการตกลงเจรจาสู่ขอและเปิดสินสอดกันบางท้องถิ่นก็เปิดสินสอดกลางบ้าน   บางท้องถิ่นก็ไปเปิดสินสอดกันอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องที่มิดชิด  เมื่อฝ่ายหญิงตรวจนับสินสอดเป็นที่พอใจแล้วก็เก็บสินสอดในที่มิดชิด  และฝ่ายหญิงทำการแจกของขวัญให้แก่คนถือขันหมากตามแต่ฐานะ  ต่อจากนั้นก็ทำการให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวนั่งใกล้กันโดยนั่งที่พื้นด้านล่าง  ให้ผู้ใหญ่นั่งด้านบน เพื่อผูกข้อมือด้วยด้ายดิบสีขาวที่ฝั่นเป็นเกลียวแล้วตัดเป็นเส้น ๆ ไม่ยาวและไม่สั้นมาก เพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะเป็นผู้ผูก  ในขณะที่ผูกข้อมือผู้ใหญ่ก็จะอวยพรให้ด้วย  ต่างจากประเพณีภาคอื่น ๆ คือไม่มีการหลั่งน้ำพุทธมนต์  แต่ก็มีพิธีพระเหมือนกันก็เลือกเอาสะดวกว่าจะทำพิธีเลี้ยงพระเช้า หรือเลี้ยงพระเพล

ตัวอย่างแผนผังขบวนขันหมากของภาคเหนือหรือแบบล้านนา

              1. เถ้าแก  2. คู่หมั้นฝ่ายชาย
             3. คนถือพานขันหมากเอก พานที่ 1       4. คนถือพานขันหมากเอก   พานที่ 2
             5. คนถือพานสินสอดเงิน  6. คนถือพานสินสอดทอง       
            7. คนถือพานสินสอดเพชร 8. คนถือพานแหวนหมั้น
            9. คนถือต้นกล้วยต้นอ้อย   คนที่ 1 10. คนถือต้นกล้วยต้นอ้อย  คนที่ 2
          11. คนถือถาด / พานขนม    คนที่ 1 12. คนถือถาด / พานขนม   คนที่ 2
          13. คนถือพานไหว้ผู้ใหญ่        14. คนถือขันใส่ข้าวตอกดอกไม้ใบเงินใบทอง

 

พิธีแต่งงานแบบล้านนามีขบวนแห่ขันหมาก  พิธีสู่ขอ  พิธีเรียกขวัญ  พิธีผูกข้อมือ พิธีสงฆ์ พิธีกรวดน้ำ  พิธีกินขนมมงคล 9 อย่าง  พิธีกินกระเทียมโทน เฉพาะเจ้าบ่าว 

สำหรับพิธีแต่งงานแบบเจ้านาย  ส่วนใหญ่ก็คล้าย ๆ กับสามัญชนทั่วไป  แต่จะมีพิธีรดน้ำลงบนศีรษะของเจ้านายที่เป็นคู่แต่งงาน  โดยนำน้ำจากแม่น้ำโขง  แม่น้ำปิง  แม่น้ำวัง  แม่น้ำน่าน  แม่น้ำยม  และผู้ที่ทำพิธีรดน้ำต้องเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูง  และใช้ใบมะตูมทัดหูของเจ้านายทั้งสอง  และจะใช้บายศรีหลวง  โดยมีบายศรีนมแมวเป็นบายศรีนำ

2. ภาคอีสาน  ประเพณีกินดอง หรือ พิธีเอาผัวเอาเมีย

ความหมาย   การกินดอง  หมายถึง  การเป็นวงศาคณาญาติต่อไปภายภาคหน้า
จึงมีพิธีตั้งแต่การสู่ขอ    การหมั้น   และแต่งงาน  ตามลักษณะของคนโบราณอีสาน  ต้องมีลักษณะเรือนสามน้ำสี่  ได้แก่    เรือนสามหมายถึง   เรือนผม  เรือนครัว  เรือนนอน  ถ้าเรือนทั้งสามนี้สะอาด  ถือว่าเป็นหญิงดี   น้ำสี่หมายถึง  น้ำกิน  น้ำใช้  น้ำใจ  น้ำเต้าปูน  หากชายใดได้หญิงที่มีคุณลักษณะเช่นนี้มาเป็นภรรยาก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองภายหน้า
ตามประเพณีอีสาน  ถ้าชายไม่มีเงินไปหมั้นฝ่ายหญิงก็ต้องเอาแรงงานไปรับใช้   ซึ่งเรียกว่า เขยสู่

การโอม   การไปสู่ขอหญิงสาวมาเป็นภรรยาของชายเรียกว่า  การโอม  การโอมสมัยโบราณ  ทำโดยการจัด  ขันหมาก  มีหมากจีบพลูพัน 1 ขัน  กับเงิน 3 บาท   เงิน 3 บาทนี้เรียกว่า เงินไขปากคอ   ให้ชายสองคนนำขันหมากกับ  เงิน 3 บาท  ไปขอต่อพ่อแม่ของหญิงสาว  ถ้าพ่อแม่ยินยอมก็รับเอาเงิน 3 บาท  ถ้าไม่ยินยอมก็ส่งเงิน  3  บาทคืน

ค่าดอง   การคาดค่าตีราคาหญิงเป็นเงิน  เรียกว่า  ค่าดอง  ถ้าเป็นลูกเจ้าเมือง เจ้านายชั้นสูงชั้นราชวงศ์    ตีราคา 6 ตำลึง  ถ้าเป็นตาแสง  นายกรม  นากอง  ตีราคา 3 ตำลึง  ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญตีราคา  6  บาท  หรืออาจจะสูงกว่านี้แล้วแต่จะตกลงกัน

   การกินดองสมัยโบราณ  มีจำนวน 5 ครั้ง คือ

1. การแปลงขึ้น   เมื่อชายหนุ่มหญิงกินดองแล้ว 9 วัน  ผู้ชายต้องจัดหาเหล้ามาหนึ่งไห   ไก่ต้มหนึ่งตัว  ถ้วยหนึ่งใบ   เงิน 6  ลาด  ไปไหว้ผีของฝ่ายหญิง  เหล้าไหไก่ตัว  เสร็จจากเลี้ยงผีแห้งก็เอามาเลี้ยงญาติพี่น้องของฝ่ายหญิง   ฝ่ายหญิงจะต้องเก็บรักษาไหเปล่า  ถ้วยหนึ่งใบและเงิน 6 ลาดไว้  ถ้าส่งของเหล่านี้คืนไปฝ่ายชายถือว่า  ฝ่ายหญิง  หย่าร้าง  การนำของเหล่านี้ไปเลี้ยงผีและเลี้ยงญาติฝ่ายหญิง  ถือว่าเป็นการเคารพและขึ้นของรักษาต่อฝ่ายหญิง

2. การกินกก   เมื่อชายหญิงอยู่ร่วมกันได้ลูกหนึ่งคนหรือ อยู่ถึงสามปีแต่ไม่ได้ลูก  ก็จัดการกินเลี้ยง   การจัดการกินเลี้ยงครั้งนี้ เรียกว่า การกินกก  ฝ่ายชายจัดหมูหนึ่งตัว  เหล้าหกไห  ฝ่ายหญิงจัดหมูสองตัว   เหล้าแปดไห   เอาไปรวมกันทำอาหารที่เรือนของฝ่ายหญิง  ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมากินเลี้ยงที่เรือนของฝ่ายหญิง

3. การกินกาว   เมื่อได้ลูกที่สอง  จะมีการกินเลี้ยงอีกครั้งหนึ่ง  การกินเลี้ยงครั้งนี้  ฝ่ายชายจัดหมูตัวหนึ่ง  ความหนึ่งตัว  ฝ่ายหญิงจัดหมูหนึ่งตัวทำอาหารเลี้ยงที่เรือนฝ่ายหญิง   เสร็จแล้วนำไปเลี้ยงผีฝ่ายหญิง  แล้วเลี้ยงผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย  การเลี้ยงครั้งนี้  ฝ่ายชายจะขอเอาหญิงไปอยู่ด้วย  ในการขอหญิงไปอยู่เพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ของฝ่ายชายนี้  ฝ่ายชายจะจัดเงินหกบาทและควายหนึ่งตัว  หากความไม่มีจะเอาควายตัวที่เลี้ยงแขกก็ได้  การเอาลูกสะใภ้  อยู่กับพ่อผัวแม่ผัว  โบราณถือว่าไม่เป็นสิริมงคล

4. การกินวอด  เมื่อได้ลูกคนที่ 3 แล้วก็มีการกินเลี้ยงอีกครั้งหนึ่ง  การกินเลี้ยงในครั้งนี้  ฝ่ายชายจัดควายมาหนึ่งตัวมาทำอาหาร  เรือนฝ่ายหญิงเลี้ยงผู้ใหญ่ทั้ง  2  ฝ่าย

5. การกินหมูถมฮอย   เมื่อได้ลูกคนที่ 4 ก็มีการเลี้ยงอีกครั้งนี้  การกินเลี้ยงครั้งนี้ฝ่ายชายจัดหมูมาหนึ่งตัว  มาทำอาหารเลี้ยงฝีและผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย และจัดหาไก่เป็นมาหนึ่งตัว  ผูกไว้ที่บันไดเรือนชั้นล่าง  ไก่เป็น  ตัวนี้ให้เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ที่ไปขอหญิงมาเป็นเมีย  ซึ่งหมูที่ให้เขาจะเลี้ยงไว้หรือนำไปกินก็แล้วแต่

3. ภาคกลาง   ประเพณีกินสามถ้วย 

สมัยโบราณการแต่งงานบ้างเรียกว่า   กินสามถ้วย  เพราะเมื่อมีใครจัดงานแต่งงานขึ้น  คนที่มาร่วมงานมักจะอยู่ไกลต้องเดินทางลำบากและเกิดความเหนื่อยล้า  อาหารที่ตระเตรียมสำหรับต้อนรับแขกที่เพิ่งมาถึงงานก็จะต้องเตรียมเป็นอาหารที่ชื่นใจและทำให้มีแรงอย่างรวดเร็ว  โดยมักจะใช้ขนมประเภทน้ำกะทิทั่ว ๆ ไป  ซึ่งมีความหวานเย็นเมื่อรับประทาน  ซึ่งเป็น ข้าวเหนียวน้ำกะทิ   ข้าวตอกน้ำกะทิ  ลอดช่องน้ำกะทิ
การประกอบพิธีสมรสตามประเพณี  มักนิยมทำบุญให้ทานเพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่สมรสด้วยการทำบุญนี้   จะทำให้แล้วเสร็จในวันเดียวกันกับวันสมรสหรือจะทำเป็น 2 วันก็ได้ ก่อนพิธีแต่งงานเพื่อแสดงความหมายมั่นว่าฝ่ายชายจะแต่งงานด้วยพิธีนี้จะกระทำก็ได้  ไม่กระทำก็ได้  ถ้าไม่ทำเมื่อไปสู่ขอตามที่ตกลงกันแล้วก็กำหนดพิธีแต่งงานกันเท่านั้น  แต่ถ้ามีพิธีหมั้นด้วยเมื่อไปสู่ขอและตกลงกันแล้ว  ก็ต้องกำหนดวันและเวลาหมั้นกันอีกครั้งนึ่ง

   ในวันแต่งงานจะกระทำดังนี้

1.เริ่มพิธีแห่ขันหมาก         ขบวนขันหมากซึ่งเป็นฝ่ายชายที่จะต้องจัดหามาก็จะมีต้นกล้วยต้นอ้อยนำขบวนมา  ซึ่งจะต้องเป็นลำต้นที่มีรากสามารถปลูกได้ ส่วนของลำต้นก็ต้องตรงไม่คดงอเพราะถือว่าไม่เป็นศิริมงคล
2. ฝ่ายเจ้าสาวต้องมีคนเชิญพานขันหมากหน้าบ้านเป็นเด็กผู้หญิงถือพานใส่หมากพลูเป็นคำ ๆ จัดวางให้สวยงาม  เพื่อต้อนรับขบวนขันหมากเข้าบ้าน
3.ขบวนขันหมาก  นิยมเดินถือมาเป็นคู่ ๆ   และให้ผู้ใหญ่ที่มีชีวิตครอบครัวดีเพื่อถือพานขันหมาก
จัดตั้งขบวนขันหมากส่วนใหญ่ก็เน้นเป็นของกินเช่น  ขนม   ผลไม้    ของคาว  เช่น  หมูนอนตอง ไก่ต้ม ฯลฯ 
4. ฝ่ายญาติเจ้าสาวก็จะมีการกั้นประตูเงิน  ประตูทอง  เพื่อกั้นขบวนขันหมาก  หากฐานะเจ้าบ่าวดีหน่อยก็จะโดนกั้นประตูมาก
5. ในขบวนขันหมากเจ้าบ่าวถือพานธูปเทียนแพเพื่อทำการไหว้และเคารพผู้ใหญ่
6. ผู้ถือพานของขบวนขันหมากจะมีผ้าห่มคลุมตัวเพื่อความสวยงามของขบวนแห่และยังถือว่าเป็นความมิดชิดของขบวนขันหมาก  จะคลุมตัวผู้ถือพานสำคัญ ๆ เท่านั้น เช่น พานขันหมากเอก พานสินสอดทอง     พานสินสอดเงิน  
7. พิธีสงฆ์   มักนิยมเลี้ยงเป็นจำนวนพระเป็น 9 รูป  ส่วนเวลาก็แล้วแต่สะดวกว่าจะเลี้ยงพระเช้าหรือเลี้ยงพระเพล
8.ในการทำพิธีนับสินสอด  จะกระทำต่อหน้าญาติ ๆ และเจ้าสาว  เพื่อเป็นสักขีพยานในการตรวจนับสินสอด  ในการตรวจเงินก็จะนำเงินมาคลี่เป็นวงกลมพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวจะนำเงินต่อเพื่อปิดช่องเงินเพื่อให้เป็นวงกลมที่สมบูรณ์และเป็นเงินต่อยอดให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาว   และอวยพรให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวมีเงินงอกเงินเงยหรือคำพูดที่เป็นสิริมงคล   คุณแม่ฝ่ายเจ้าสาวจะเป็นผู้เก็บสินสอดซึ่งมีการหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนานในขณะที่หอบสินสอด
9. พิธีหลั่งน้ำพุทธมนต์  สมัยก่อนมักทำพิธีในตอนบ่าย   มีพระสงฆ์มาสวดมนต์ต้องเป็นสงฆ์ชุดเดียวกับชุดที่ทำพิธีตอนเช้าที่เจริญพระพุทธมนต์  ขณะที่กำลังเจริญพระพุทธมนต์  จัดให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่งบนแท่นเคียงคู่กัน   เจ้าบ่าวนั่งทางขวามือของเจ้าสาว  เป็นเรื่องว่าขวาเป็นใหญ่จึงต้องให้เจ้าบ่าวนั่งทางขวา  และนั่งหน้าไปทางทิศตะวันออก  หรือ เรียกอีกพิธีหนึ่งว่า  การซัดน้ำ  การรดน้ำและการเจิม  วิวัฒนาการมาจากการอาบน้ำชำระตัวให้บริสุทธิ์เพื่อเข้าสู่พิธีอันศักดิ์สิทธ์  ภายหลังทำย่นย่อพอเป็นพิธี  คือรดน้ำที่มือแทนอาบน้ำจริง ๆ และเจิมกระแจะแทนทาน้ำมัน

   และมงคลแฝดที่สวมศีรษะคู่บ่าวสาวสมรส  เทียบได้กับด้ายมงคลสูตรของอินเดีย  ซึ่งเป็นเส้นด้ายสีเหลืองมีจำนวน 108 เส้น  เอามาทบฟั่นเป็นเส้นเดียวใช้คล้องคอห้อยลงมายาว  ด้ายนี้เขาใช้คล้องคอเจ้าสาวเวลาแต่งงานมีตะกรุดหรืออะไรในจำพวกนั้นทำด้วยทองคร้อยอยู่ด้วย  คล้องคอแล้วจะเอาออกไปไม่ได้จนกว่าสามีจะตาย  จึงจะตัดด้ายออก  เพื่อแสดงว่าตนเป็นหญิงม้าย
เมื่อเวลารดน้ำพระสงฆ์สวดบทชยันโตอีกครั้งหนึ่ง  เรื่องพระสงฆ์สวดชยันโตในเวลารดน้ำเป็นธรรมเนียมโบราณเดิมเมื่อมีชัดน้ำ  ดั่งที่ในเรื่อง ขุนช้างขุนแผน  กล่าวไว้ว่า  สายสิญจน์โยงศรีมาลามาพระไวย  พอฆ้องใหญ่หึ่งดังตั้งชยันโต  ที่โยงด้ายสายสิญจน์ล่ามมาจากหม้อน้ำมนต์  พระสงฆ์ผู้ทำพิธีก็เปิดตาลปัตรที่บังหน้าท่านอยู่  ตักน้ำมนต์ในบาตรซัดสาดไปที่ตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวและพวกตรงนี้จะต้องเข้าใจว่าในเวลาซัดน้ำ  เจ้าบ่าวจ้าสาวพร้อมทั้งเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวเลื่อนมานั่งออรวมกันที่นอกชานเพื่อรับซัดน้ำ    การซัดน้ำมนต์นี้ซัดจนหมดน้ำในบาตร  เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์ซัดน้ำ    ในการที่พระสงฆ์เข้าไปร่วมทำพิธีซัดน้ำ หรือประพรมน้ำมนต์  เพื่อต้องการความขลังความศักดิ์สิทธ์ในการชำระล้างมลทินและสิ่งที่ไม่ดีออกไป  เพื่อให้บ่าวสาวจะได้เป็นคนบริสุทธิ์สำหรับเข้าพิธีแต่งงาน  เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์ซัดน้ำเสร็จแล้วก็ลากลับวัด  พวกเจ้าสาวกลับเข้าห้องเพื่อผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มที่เปียกน้ำ  ส่วนพวกเจ้าบ่าวก็ผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มเช่นเดียวกัน  ขณะนั้นมีเด็กหญิงฝ่ายเจ้าสาวมารับผ้านุ่งห่มของพวกเจ้าบ่าวที่เปียกน้ำไปบิดและตากให้  ตอนนี้เจ้าบ่าวต้องนำเงินหรือแหวนผูกหรือขอดชายผ้านุ่งของตนไว้ก่อน  เมื่อเด็กมารับผ้าไปบิดตากก็จะพบเงินหรือแหวนนั้นได้ไปเป็นของขวัญ  เท่ากับเป็นรางวัลค่าบิดตากผ้า  แต่ปัจจุบันพระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์พอเป็นพิธี        ถ้าประพรมจนเปียกปอนคงไม่สะดวกในการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า 

ตัวอย่างแผนผังขบวนขันหมากของภาคกลาง

 

      1.เถ้าแก 2. คนถือพานขันหมากเอก
     3. คนถือต้นกล้วยต้นอ้อย   คนที่ 1 4. คนถือต้นกล้วยต้นอ้อย  คนที่ 2
     5. คนถือพานสินสอดเงิน 6.  คนถือพานสินสอดทอง
     7. คู่หมั้นฝ่ายชายถือพานไหว้ผู้ใหญ่ 8. คนถือพานแหวนหมั้น
     9. คนถือถาด / พานขนม      คนที่ 1 10. คนถือถาด / พานขนม      คนที่ 2
   11. คนถือพาน / ถาดหมูนอนตอง 12. คนถือพาน / ถาดหมูนอนตอง

 

พานอื่น ๆ ส่วนมากเป็นของกินแต่ต้องจัดให้เป็นคู่ ๆ

การถือพานขันหมากแล้วแต่ความเหมาะสมของท้องถิ่น ว่ามีจำนวนพานเป็นอย่างไร
มีพานหรือถาดอะไร  ไม่ได้จำกัดตายตัวอะไร

4. ภาคใต้  ประเพณีกินเหนียว   หรือประเพณีไหว้เมีย



แต่ละท้องถิ่นเรียกพิธีแต่งงานไม่เหมือนกันเช่น บางท้องถิ่นเรียกประเพณีไหว้เมีย  แต่ส่วนมากมักจะเรียกว่ากินเหนียว   ซึ่งประเพณีของคนปักษ์ใต้ทุกวันนี้เมื่อมีงานเลี้ยงการแต่งงาน   หลังรับประทานอาหารคาวเสร็จก็จะมีการเลี้ยงอาหารหวานเป็นข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ เช่น หน้าสังขยา  หน้ากะฉีก หน้ากุ้ง  ฯลฯ

   ก่อนวันแต่งหรือวันไหว้   ฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องเตรียมเครื่องประกอบพิธีแต่งงาน  ดังนี้

1.หัวหมากหัว   หรือ หัวขันหมาก    คือพานขันหมากเอก 1 ขัน  จัดและบรรจุสิ่งของลงไปเช่นเดียวกับขันหมากหัวในวันหมั้น แต่จะเพิ่มหมากม้วน  ให้เป็นกรวยแล้วเอาหมากสอดเข้าไปใบละคำ   3 ม้วนและเทียนไข 1 เล่ม  ห่อด้วยผ้าขาวผืนเล็ก ๆ แยกห่อไปต่างหาก
2.ขันหมากถาม  หรือขันหมากคอ หรือขันหมากโท  จัดเหมือนขันหมากถามในพิธีสู่ขอ  จำนวน 1 ขัน
3. ขันหมากต่อ หรือขันหมากคาง  หรือขันหมากตรี  ก็จัดเหมือนขันหมากต่อในพิธีสู่ขอโดยปกติขันหมากในพิธีแต่งงานจะมีจำนวน 3 ขัน  แต่บางรายอาจจะจัด 5 ขัน 7 ขัน หรือ 9 ก็ได้    แต่จะต้องมีจำนวนเป็นคู่เสมอ  เพราะจะครบคู่ที่ฝ่ายเจ้าสาวนั่นเอง

   นอกจากนี้ยังมีเครื่องเซ่น  สำหรับบูชาครูหมอ (บรรพบุรุษและครูของหมอ)  บูชาวิญญาณบรรพบุรุษ ของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง  ได้แก่  ไก่ต้ม 1 ตัว เรียกว่า ไก่วัดด้ำ  หรือไก่วักด้าม
กล้วย 1 หวี   อ้อย 3 ท่อน     หมาก 3  คำ
ในปัจจุบันเนื่องจากความจำเป็นและความเปลี่ยนแปลงไปของสังคม  เศรษฐกิจ  และวิถีชีวิตของชาวไทย  ตลอดจนถึงความจำเป็นเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องของเวลา  ชาวไทยมีเรื่องของการประหยัดเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งการประหยัดเงิน  เวลาประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ  ที่เกี่ยวกับการแต่งงานจึงได้รับการปรับเปลี่ยน  เพื่อให้ประเพณียังคงมีอยู่แต่ได้ปรับให้มีความกระชับขึ้น 
ลดบทบาทและขั้นตอนบางอย่างลงเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของสังคมและยุคสมัย

ขั้นตอนและหลักการปฏิบัติในการสมรสตามแบบประเพณีไทย

  อุดม   เชยกีวงศ์  (2545)  ได้เขียนไว้ในหนังสือประเพณีพิธีกรรมท้องถิ่นไทยเกี่ยวกับประเพณีการ  แต่งงาน   แต่งงานของไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน  เป็นรูปแบบสากลนิยมที่มีสภาวัฒนธรรมแห่งชาติกำหนดขึ้นตาม  ประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี  ลงวันที่ 19 มีนาคม 2486 กำหนดพิธีการอันควรปฏิบัติไว้เป็นแบบเดียวกัน  ดังนี้
ข้อ 1 ในงานพิธีมงคล  เจ้าสาวต้องอยู่ทางซ้ายเจ้าบ่าวตลอดเวลา
ข้อ 2 เพื่อนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวโดยปกติให้มีจำนวนฝ่ายละไม่เกิน 4 คน
ข้อ 3 เพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวในขณะทำพิธีให้อยู่หลังเจ้าบ่าวและเจ้าสาวระยะอันสมควร
ข้อ 4 เมื่อกำหนด  แขกผู้ได้รับเชิญต่างพากันไปยังพิธีมณฑล
ข้อ 5 เจ้าบ่าวไปยังพิธีมณฑล   ถ้ามีเพื่อนเจ้าบ่าวก็ให้ไปพร้อมกัน  เมื่อเข้าสู่พิธีมณฑลแล้ว  เจ้าบ่าวนมัสการพระศรีรัตนตรัย
ข้อ 6 ให้ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว  พาเจ้าสาวไปยังพิธีมณฑล ถ้ามีเพื่อนเจ้าสาวก็ให้ไปพร้อมกัน  เมื่อเข้าสู่พิธีมณฑลแล้ว  เจ้าสาวนมัสการพระศรีรัตนตรัย
ข้อ 7 เมื่อถึงกำหนดถ้าผู้เป็นประธานในการพิธีสมรสมีข้อความใดกล่าวก็กล่าวในตอนนี้
ข้อ 8 เจ้าบ่าวไปคุกเข่าหน้าพระพุทธรูป
ข้อ 9 ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวพาเจ้าสาวไปคุกเข่าเคียงคู่เจ้าบ่าวหน้าพระพุทธรูป
ข้อ 10 ผู้เป็นประธานในพิธีมงคลสมรสหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และเจิม
ข้อ 11 พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา
ข้อ 12 ถ้ามีการจดทะเบียนสมรสให้คู่สมรส และพยานลงชื่อในทะเบียนของรัฐแล้วกลับไปสู่ที่
ข้อ 13 แขกผู้ได้รับเชิญทุกคนลงชื่อในสมุดสักขีของเจ้าภาพ
ข้อ 14 คู่สมรสประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ถ้ามีการทำพิธีสงฆ์
ข้อ 15 พระสงฆ์อนุโมทนาคู่สมรสหลั่งน้ำทักษิโณทก (กรวดน้ำ)
ข้อ 16 คู่สมรสนมัสการลาพระศรีรัตนตรัยแล้วพากันเดินผ่านและแสดงความเคารพเพื่อรับพร

                ปัจจุบันนี้  การจัดประเพณีการแต่งงานได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก  เนื่องจากถือความสะดวก  เป็นสำคัญ  และพิธีแต่งงานในแต่ละภาค  แต่ละจังหวัดอาจจะแตกต่างกันบ้าง  และได้มีการปรับให้สอดคล้องกับประเพณีนิยมในปัจจุบัน 

พิธีมงคลสมรสแบบไทย  ประกอบด้วยพิธีมงคลสมรสแบบไทยที่นิยมทั่วไปมีดังนี้

  1. พิธีหมั้น  อาจจะทำก่อนวันแต่ง  หรือทำพิธีในวันแต่งก็ได้

  2. พิธีสงฆ์   บางที่อาจจะนิมนต์เป็นเลขคู่ เช่น 8 รูป  หรือ 9 รูป ทำพิธีได้ทั้งเช้าและเพลแล้วแต่เจ้าภาพสะดวก

  3. พิธีแห่ขันหมาก  แล้วแต่ความสะดวกแต่ละพื้นที่ซึ่งจัดไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าบ่าวด้วย

  4. พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ  นำอาหารคาวหวาน  หมากพลู  เหล้าขาว ผลไม้มาเซ่นไหว้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

  5. พิธีไหว้ผู้ใหญ่ หรือพิธีรับไหว้  บ่าวสาวจะเตรียมของขวัญเพื่อเคารพผู้ใหญ่และทำการรู้จักผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย

  6. พิธีหลั่งน้ำพุทธมนต์  เป็นพิธีที่ถือว่าเป็นการชำระกายให้บริสุทธิ์เป็นมงคล  และมีการเจิมแป้งโดยมีผู้ใหญ่เป็นคนเจิม  การหลั่งน้ำและการเจิม เป็นวิวัฒนาการมาจากการอาบน้ำชำระตัวให้บริสุทธิ์เพื่อเข้าสู่พิธีอันศักดิ์สิทธิ์  ภายหลังทำย่นย่อพอเป็นพิธี  คือรดน้ำที่มือแทนการอาบน้ำจริง ๆ และเจิมกระแจะแทนการทาน้ำมัน

  7. พิธีปูเตียงเรียงหมอน หรือ พิธีส่งตัวเข้าหอ  เมื่อถึงเวลาส่งตัวนิยมเชิญคู่สามีภรรยาที่เป็นผู้ใหญ่  ที่รักกันโดย  มีคุณสมบัติ  อยู่กันโดยไม่ทะเลาเบาะแว้งกันอยู่เป็นสามีภรรยากันมาแต่หนุ่มสาวคู่เดียวมาตลอด   มีฐานะดี  มีลูกหลานดี  เป็นคนมีศีลธรรม  เป็นผู้ที่ปูที่นอน  โดยไปนอนบนที่นอนและให้โอวาทตลอดจนอวยพรเพื่อเป็นมงคลแก่คู่บ่าวสาว โบราณกล่าวว่าเป็นการนอนให้ขลังนั่นเอง เป็นการนอนเอาฤกษ์เอาชัย  ส่วนผู้ที่ได้รับเชิญก็ย่อมรับทำให้ด้วยความยินดี  เหมือนกับได้รับความยกย่อมว่าเป็นผู้ทรงความดีอันควรเป็นผู้นับถือ  แต่สมัยนี้ก็ค่อนข้างหายากยิ่งนัก

  8. พิธีเกี่ยวก้อย  (พิธีของโบราณ)  หรือพิธีจับมือกัน   เมื่อเจ้าสาวไปถึงหอต้องให้คลานเข้าไปอยู่ในม่านก่อน  เจ้าบ่าวคำนับทำความเคารพเฒ่าแก่แล้ว  เฒ่าแก่ให้เจ้าบ่าวยื่นมือขวาเข้าไปในม่าน ให้เจ้าสาวยื่นมืออกมาจับเกี่ยวกับมือเจ้าบ่าวไว้  แสดงว่ายอมยกให้เป็นคู่ครองสิทธิ์ขาดแล้ว  แล้วเฒ่าแก่สอนให้เจ้าสาวกราบหมอนผู้ชาย และให้เจ้าสาวนอนในเบื้องที่ของเจ้าสาวก่อนเจ้าบ่าว  เพื่อเป็นเคล็ดให้เจ้าบ่าวมีความยำเกรงเจ้าสาวบ้าง   เมื่อเวลาจะนอนพร้อมกันสืบไป ให้กราบเท้าเจ้าบ่าวเสียทุกวันจะได้เป็นศรีแก่ตน  มีความเจริญต่อไปภายหน้าดังเช่นสุภาษิตสอนหญิงว่า

ถ้าแม้นภัสดาเข้าไสยาสน์                       จงกราบบาททุกครั้งอย่าพลั้งหลง
แม้นเมื่อยเหน็บเจ็บปวดในทรวงทรง                  ช่วยบรรจงนวดพื้นให้บรรเทา                

   พิธีเกี่ยวก้อยเป็นพิธีโบราณเป็นเรื่องทำให้เห็นความแน่นแฟ้นว่าคนทั้งสองได้เกี่ยวข้องกันเป็นสามีภรรยากัน เท่ากับเป็นคนคนเดียวกันแล้ว  จะต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันต่อไปภายหน้า  เช่นคำว่าผัวหาบเมียคอน  ล่มหัวจมท้ายด้วยกัน  เป็นเรื่องเดียวกับการตักบาตรด้วยทัพพีเดียวกันในพิธีแต่งงานของเราได้

สนใจการจัดงานมงคลสมรสพิํธีเช้า ติดต่อ   

                         คุณลลิตา      084    5311    754    หรือ    081   825   2233


ขอขอบพระคุณแหล่งข้อมูล

  1. หนังสือประดิดประดอย  พานขันหมาก  บริษัทสำนักพิมพ์แม่บ้านจำกัด  1 สิงหาคม 2551

  2. งานนิพนธ์ชุดสมบูรณ์ของ ศาสตราจารย์  พระยาอนุมานราชธน  ในหมวดขนบธรรมเนียมประเพณี  เรื่อง  ประเพณีเนื่องในการปลูกเรือน – แต่งงาน  กรมศิลปากร  วันที่ 14 ธันวาคม 2531

  3. หนังสือ   ประเพณี  เรื่องแต่งงานบ่าวสาวของไทย   ของเสถียรโกเศศ   กองวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพ์  1 กันยายน  2515

  4. www.lannaworld .com

 

 


................................
   [ ปิดหน้าต่างนี้ ]